แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป่าไม้และสัตว์ป่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป่าไม้และสัตว์ป่า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"ชีวิตคือพอเพียง" รางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 10 โดยเยาวชนจาก จ.ราชบุรี

ผมเผอิญได้ไปอ่านหนังสือ "รวมผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 10 ประจำปี 2551"  ซึ่งเป็นโครงการของคณะทำงานรางวัลลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มจัดประกวดครั้งแรกตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา  ผมพบว่าเยาวชนของ จ.ราชบุรี คนหนึ่ง ได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทเรียงความเยาวชน คือ น.ส.คือพอ สวงศ์ อายุ 18 ปี (อายุในขณะนั้น) อาศัยอยู่ที่ 399 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เรียนอยู่การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดราชบุรี ขณะทำงานอยู่กับ มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ จึงได้นำบทคัดย่อเรียงความเรื่อง "ชีวิตคือพอเพียง" ดังกล่าวมาเผยแพร่ในบล็อกนี้ เพื่อสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับวิถีพอเพียง การแบ่งปัน ความผูกพัน ระหว่างดิน น้ำ ป่า และเพื่อเป็นการยกย่องเผยแพร่ชื่อเสียงของ น.ส.คือพอฯ  เยาวชนของ จ.ราชบุรี ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ อันจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนในรุ่นต่อๆ ไป

ชีวิตคือพอเพียง
โดน น.ส.คือพอ สวงศ์

บทคัดย่อ

พระอาทิตย์ส่องขอบฟ้า
เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มตื่นและเบิกบาน
ตื่นขึ้นมา เพื่อทำภารกิจหน้าที่ของตนเอง

ต้นไม้พุ่มใหญ่บนภูเขา สัตว์น้อย นก กระรอกนานาพันธุ์ ป่าไผ่ในฤดูแล้ง ป่าดิบชื้นในฤดูฝน ป่าเต็งรังในช่วงผลัดใบ ป่าต้นน้ำในหุบเขาลึก ผืนดินทราย ในลำธารกว้าง  แต่งแต้มข้างๆ ด้วยหาดหินนานาสี ผืนดินเหนียวที่ชุ่มฉ่ำน้ำยามฝนตก ดินร่วนซุยนั้นส่งกลิ่นหอม

สววรค์ของพืชพันธุ์น้ำ คงไม่พ้นผืนดินใกล้ลำห้วย สายน้ำจากกลางป่าใหญ่ ทั้งสายน้ำจากใต้ดินและจากตาน้ำบนเทือกเขาตะนาวศรี  ที่หลั่งไหลเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนในอำเภอสวนผึ้ง

อากาศเย็นที่สดชื่น หายใจสะดวกปอด สยาบกาย ฟ้าสีครามสดใสสวยสง่าโลก ภูเขาใหญ่ล้อมรอบตัวของเรา ลำน้ำไหลผ่านบ้านของพวกเรา ทุกชีวิตผ่านไปตามกาลเวลา รอสักวันจะมีเพื่อนที่รู้ใจ หนึ่งเพื่อนนั้นก็คือมนุษย์

ตั้งแต่จำความได้  ฉันเชื่อว่านาทีแห่งการเรียนรู้ของฉันกำลังเริ่มต้น ครอบครัวของฉันอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ พ่อกับแม่ปลูกข้าว ปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร พวกเราพึ่งพิงอยู่กับธรรมชาติ แม่ทำให้ฉันรู้ว่าการหาผักหวาน ผักกูด ต้นบอนริมห้วยที่มีน้ำใส สนุกแค่ไหน ส่วนพ่อก็ทำให้ฉันรู้ว่าการทำไร่และการเดินเที่ยวป่านั้นน่ารื่นรมย์ และฉันรู้สึกสดชื่นแข็งแรง

ฉันมีป่าเป็นห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด แล้วมีธรรมชาติเป็นเพื่อนเล่น ฉันชอบแข่งกับเพื่อนปีนกอกล้วยป่าขึ้นไปบนเรือนยอดกล้วย แล้วโน้มใบกล้วยของต้นที่ติดๆ กัน มาซ้อนทับกัน แล้วฉันก็นอนหลับเล่นบนเปลใบกล้วยนั่นเอง

การรอคอยของเด็กน้อยก็คือ การได้ลิ้มรสของหวาน ซึ่งฉันไม่ต้องไปหาซื้อที่ร้านค้า เพราะเรามีต้นละมุดป่า ขนุนป่า มะม่วงป่า มะไฟป่า แม้กระทั่งลิ้นจี่ป่าที่แสนสดอร่อย แล้วยังมีวุ้นไผ่อ่อนที่มีเฉพาะช่วงฤดูฝน โดยเราจะต้องเฉาะลำไผ่ให้เป็นแผล มันจะสร้างน้ำเลี้ยงมารักษาแผล เมื่อผสมกับน้ำฝนและความชื้นที่พอเหมาะ ก็จะเกิดวุ้นไผ่อ่อนในกระบอกรอให้เราไปเฉาะกิน

แต่แล้ววันเวลาก็ได้พรากฉันจากเพื่อนของฉัน ฉันได้มาอยู่โลกใบใหม่ โลกที่เต็มไปด้วยขนมซองสีสันสวยงาม ภาพการ์ตูนสนุกๆ ออกมาจากโทรทัศน์ เสียงดนตรีแปลกๆ จากวิทยุ แม้ว่าภาพความทรงจำบางส่วนจะผ่านไป แต่การเรียนรู้ของฉันไม่มีวันจบ เพราะฉันรู้ว่าเพื่อนที่เป็นธรรมชาติของฉันน่าสงสารมากแค่ไหน 

ธรรมชาติได้สอนให้เราตระหนักว่า ในห่วงโซ่ของความสัมพันธ์นั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนมีคุณค่า และพลังเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ในธรรมชาติมีความลับมากมายซึ่งรอการค้นพบ และการดูแลหวงแหนจากมนุษย์ที่ต้องการแสวงหาความสุขที่แท้จริง

************************************
ที่มา : ศรีสุรางค์  มาศศิริกุล. (2551).  รวมผลงานลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551. กรุงเทพฯ : ศิริชัยการพิมพ์. (หน้า 173).
อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ยุคแห่งการทำลายและสูญสิ้นทรัพยากร

เขียนโดย สุดารา สุจฉายา และสาธิมา พุ่มศิริ

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในราชบุรีช่วงต้นรัตนโกสินทร์ แม้จะมีการขนย้ายขายออกไปนอกท้องถิ่นและบุกเบิกพื้นที่เกษตรให้กว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็ยังนับได้ว่าอยู่ในขอบเขตจำกัด จนกระทั่งเมือระบบเศรษฐกิจไทยผูกติดกับเศรษฐกิจโลก มุ่งผลิตเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด ทรัพยากรจึงเริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสนองต่อปรัชญาการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นนำทรัพยากรออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของราชบุรี จึงถูกกอบโกยและทำลายอย่างรวดเร็วนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

"ผมมาตอน 2498 จอมบึงตอนนั้นเป็นป่าจริงๆ ถนนสายราชบุรี-จอมบึง ยังเป็นลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ หน้าฝนรถเข้าไม่ได้เลย..ลำบาก ถัดจากฝั่งถนนเข้าไปก็เป็นป่าหมด..สมบูรณ์มาก มีไม้ใหญ่ขึ้นสูงจนทึบบดบังแดด ตามห้วยมีไม้ยางขึ้น ส่วนบนเขาเป็นไม้รวกไม้ไผ่ขึ้นคลุม พื้นป่ามีเฟิน มีเห็ดมาก สินค้าที่ออกจากจอมบึงแต่ก่อนเป็นพวกหน่อไม้ เห็ดเผาะ เห็ดโคน ฯลฯ" อาจารย์สุรินทร์ เหลือละมัย อาจารย์ใหญ่โรงเรียนชุมชนจอมบึง อ.จอมบึง อายุ 60 ปี

"ตำบลสวนผึ้งเมื่อตอนผมเข้ามานั้น (2506) ป่ายังสมบูรณ์..เป็นป่าเบญจพรรณ ไม้เตี้ย ไม่สูงนัก พื้นราบเป็นไม้ไผ่ ไม้รวกมีมากทีเดียว อย่างแถบนี้ ไม้มะค่าโมงเป็นไม้ที่มีราคา นอกนั้นก็เป็นป่าไม้เต็ง ไม้แดง ไม้รัง..." สมนึก บุญมั่ง ผู้ใหญ่บ้านทุ่งเจดีย์ ตำบลสวนผึ้ง อายุ 55 ปี

นี่คือคำบอกเล่าถึงความสมบูรณ์ของป่าไม้ในราชบุรี เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน ซึ่งเขตพื้นที่ป่าของจังหวัดจะครอบคลุมอยู่แถบตะวันตก ตั้งแต่อำเภอจอมบึงเข้าไปในเขตอำเภอสวนผึ้งจรดชายแดนต่อกับพื้นที่ป่าของประเทศพม่า แล้วถัดลงมาทางตอนใต้กินพื้นที่เข้าไปในเขตอำเภอปากท่อจนเชื่อมต่อกับป่าในเขตจังหวัดเพชรบุรี

ทว่ามาวันนี้ พื้นที่ป่าสมบูรณ์ของราชบุรีเหลือเพียง 25.72 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่จังหวัดทั้งหมด (สถิติจากคู่มือการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ พ.ศ.2535-2539 โดยกรมป่าไม้) ทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้านต่างยืนยันว่า สาเหตุแห่งการสูญเสียพื้นที่ป่านั้นมาจากสาเหตุทำเหมืองแร่ ทำไร่ และตัดไม้ทำฝืน เผาถ่านเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาและอุตสาหกรรมผลิตปูนขาวปูนแดง ซึ่งเป็นกิจการที่รุ่งเรืองมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในเขตสวนผึ้ง แม้จะมีการให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่มานานแล้ว แต่กินพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก เนื่องจากวิธีการขุดแร่ยังใช้แรงงานคน จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ราคาแร่ดีบุกในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้น เพราะการผลิตอาวุธจำเป็นต้องใช้ดีบุกเป็นส่วนผสมสำคัญ ประกอบกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำเหมืองเริ่มพัฒนา มีการนำเครื่องจักรไอน้ำ เครื่องยนต์ดีเซล และเครื่องกลหนักมาใช้ในการทำเหมือง

เมื่อสงครามโลกยุติ การขอประทานบัตรทำเหมืองดีบุกในสวนผึ้งก็เพิ่มขึ้น พื้นที่การทำเหมืองขยายกว้างขวางออกไป มีการว่าจ้างคนงานทำเหมืองจำนวนมาก ว่ากันว่า ในเวลานั้นมีคนงานในพื้นที่จำนวนไม่ต่ำกว่า 500-600 คน บริษัททำเหมืองยังลงทุนสร้างทางตัดถนนเข้าสู่พื้นที่ป่าเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงขนเครื่องจักรกลเข้าไปในเหมืองและขนส่งแร่ออกนอกพื้นที่

นอกจากนี้คนในจังหวัดใกล้เคียงได้อพยพเข้ามาขออนุญาตเจ้าของเหมืองเข้าทำกินในเขตเหมืองต่างๆ ด้วย โดยเข้าไปหาแร่เอง และเมื่อร่อนได้ก็ขายให้กับเหมือง พื้นที่ทำเหมืองในเขตอำเภอสวนผึ้งจึงเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีสภาพเหมือนเมืองย่อมๆ มีไฟฟ้า ประปา วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ร้านค้า ตลอดจนบ่อนและบาร์

ยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟู มีเงินสะพัดอย่างมาก อย่างไรก็ดีแม้การทำเหมืองจะไม่ได้มุ่งเข้าไปทำไม้ แต่ในการเปิดพื้นที่ทำเหมืองก็จำเป็นต้องตัดต้นไม้ออกเพื่อเบิกพื้นที่ แต่ละเหมืองใช้รถแทรกเตอร์ไถป่าทิ้งอย่างต่ำราว 200 กว่าไร่ แต่ไม่เกิน 300 ไร่ ไม้ที่ตัดโค่นราชการไม่อนุญาตให้นำออกจากพื้นที่ แต่สามารถนำไปใช้สร้างเรือนพักอาศัย โรงเก็บแร่ รางแร่ ฯลฯ ได้ จึงไม่น่าแปลกที่ป่าบริเวณสวนผึ้งที่เคยหนาแน่นจะกลายเป็นพื้นที่โล่งเวิ้งว้างในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากนี้ การตัดไม้ ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านตัดเพื่อใช้ในกิจการก่อสร้างบ้านเรือน เผาถ่าน ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำฟืนส่งให้รถไฟ และเตาเผาปูนขาวปูนแดง ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น เมื่ออุตสาหกรรมการทำโอ่งเริ่มเจริญขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ป่าในเขตอำเภอจอมบึงอยู่ประชิดใกล้กับเมืองจึงถูกบุกรุกง่ายกว่าป่าในแหล่งอื่นๆ

ชาวบ้านเล่าว่า ในช่วงนั้นรถบรรทุกซุง วิ่งออกจากป่าแถวจอมบึงเป็นร้อยๆ เที่ยวทุกวัน เพราะการตัดไม้ทำได้ง่าย ด้วยมีเลื่อยยนต์เข้ามาแทนขวาน ขณะเดียวกันก็มีขบวนพรานทั้งจากในตัวเมืองและในเมืองกรุงใช้รถจี๊บตะลุยเข้าป่าล่าสัตว์บ่อยครั้ง

อาจารย์สุรินทร์ เหลือละมัย เล่าว่า บึงใหญ่ในเขตจอมบึงที่เคยมีฝูงนกเป็ดน้ำและนกใหญ่ๆ อย่างตะกรุม ตะกราม กระสา อาศัยอยู่ ถูกนักล่ายิงเล่นแล้วทิ้งซากไว้จำนวนไม่น้อย และในเวลานั้น ทั่วทั้งผืนป่ามีการตั้งเตาเผาถ่านกระจายอยู่เต็มไปหมด และส่วนใหญ่เตาเผาเหล่านี้ นายทุนเป็นผู้ออกเงินทุนให้

หลังจากป่าเปิดเพราะการทำเหมือง และถูกตัดโค่นไปใช้ในกิจการต่างๆ แล้ว เป็นช่วงที่ราคาพืชเศรษฐกิจในตลาดโลกสูงขึ้น ชาวบ้านจึงบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าที่ถูกตัดฟันเพื่อจับจองเป็นพื้นที่ทำไร่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอจอมบึง ส่วนในสวนผึ้งระยะแรก ยังไม่มีการเข้าไปจับจอง เนื่องจากพื้นที่เป็นเขาสูงและผ่านการทำเหมืองมาก่อน จึงไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรมนัก อีกทั้งเจ้าของเหมืองยังคอยขัดขวางมิให้ผู้อื่นบุกรุกเข้ามาในเขตประทานบัตรของตน

แต่ต่อมาเหมืองหลายแห่งต้องปิดตัวลง เนื่องจากแร่ในพื้นที่ประทานบัตรบางแห่งหมด ประกอบกับราคาแร่ดีบุกในตลาดโลกตกต่ำ การทำเหมืองไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต จึงเลิกทำ กลายเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้พ่อค้าและผู้มีอิทธิพลลักลอบเข้าตัดฟันไม้ อย่างกว้างขวาง เส้นทางขนส่งไม้และแร่กลายเป็นเส้นทางพาชาวบ้านที่ต้องการจับจองพื้นที่รุกเข้าถึงป่าโดยง่าย

ในระยะต้นชาวบ้านไม่กี่ราย เริ่มเบิกพื้นที่ปลูกข้าวไร่และข้าวโพด แต่ส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้จากการลักลอบตัดไม้และหาของป่า จนในปี พ.ศ.2521 เมื่อรัฐบาลประกาศกันพื้นที่ป่าสมบูรณ์ฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชีเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ชาวบ้านที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ค่อยๆ ทยอยโยกย้ายออกจากพื้นที่ เข้ามาจับจองพื้นที่ป่าที่ถูกเปิดมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดเมื่อมีการนำรถไถใหญ่เข้ามารับจ้างไถในพื้นที่ ทำให้การเตรียมพื้นที่ไร่สะดวกขึ้น การปลูกข้าวโพดจึงขยายตัว และที่ดินก็ถูกจับจองเต็มพื้นที่ในช่วงนี้

สำหรับป่าในเขตอำเภอปากท่อ แม้จะอยู่ใกล้ชุมชนเมือง เช่นเดียวกับป่าจอมบึง แต่พื้นที่การสูญเสียกลับน้อยกว่า เนื่องจากเป็นเขตปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เคยมีเหตุการณ์ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตใกล้ตัวเมืองปากท่อ จึงไม่มีใครกล้ารุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ นอกจากชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่มาแต่ดั้งเดิม มีอาชีพหาของป่าและทำไร่เลื่อนลอย จนเมื่อทาง กรป.กลาง ตัดถนนเพื่อความมั่นคงเข้ามาในบริเวณพื้นที่ราบแถบโป่งกระทิง ชัฎป่าหวายที่เป็นรอยต่อกับเขตจอมบึง ก็เริ่มมีชาวบ้านนอกพื้นที่เข้าไปบุกเบิกทำไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลัง ซึ่งขณะนั้นมีราคาสูง

เมื่อสิ้นยุคปราบคอมมิวนิสต์ การบุกรุกจึงเพิ่มขึ้น ยิ่งในช่วงหลังปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา ที่ดินมีราคาดี จึงมีการแบ่งขายเปลี่ยนมือ จากพื้นที่ทำไร่กลายเป็นรีสอร์ตและที่พักตากอากาศ ถึง พ.ศ.2535 ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบห้ารอบ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสทเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกับกองทัพบก และหน่วยราชการต่างๆ ได้ดำเนินการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถขึ้น อันประกอบด้วยการจัดสร้าง "สวนป่าสิริกิติ์ภาคกลาง" ณ บริเวณแก่งส้มแมว บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง และดำเนินการอนุรักษ์ป่าในบริเวณบ้านไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จัดเป็น "อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน" ป่าที่เหลือของราชบุรี จึงได้รับการปกป้องจากการบุกรุกทำลาย

ปัจจุบันพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในราชบุรีจึงเหลืออยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และบางส่วนของพื้นที่ป่าของราชพัสดุตามแนวพรมแดนไทย-พม่า

"แต่ก่อนแม่น้ำแคบ ไม่กว้างอย่างนี้ เวลาหน้าแล้ง น้ำแห้งงวดแต่ยังมีน้ำไหล หาดทรายโผล่กว้าง ขาวสะอาด มีงานประจำปีที่หาดทรายทุกปี..สนุก ได้ดูงิ้ว ใครๆ ก็มาเที่ยวงานหาดทรายโพธาราม เดี๋ยวนี้หมดแล้ว ไม่มีหาด ทรายถูกดูดไปหมด"

"ตอนยังไม่มีเขื่อน ในแม่น้ำเรือเยอะ ทั้งเรือสินค้า เรือข้าว เรือต่อ ได้ของอะไร อย่างมะพร้าวก็ขึ้นไปส่ง..ไปถึงเมืองกาญจน์ แต่ของจากข้างบนลงมาไม่ค่อยมี มีแต่พวกไม้กระบอกที่ใช้ทำตาล ไม้รวก ไม้ทำโป๊ะแยะ มักผูกมาเป็นแพ ยามมากทีเดียว หลายๆ สิบวา" ป้าสงวน งามดี แม่ค้าขายผักในตลาดโพธาราม อายุ 75 ปี

"คนอาศัยอยู่ริมน้ำมาก ปลูกกระต๊อบเล็กๆ ริมตลิ่ง บ้างก็อยู่ในเรือนแพ ในเรือ จอดเรียงรายกันแน่นหน้าตลาด มาหมดไปก็ตอนเทศบาลทำเขื่อน เวลาหน้าน้ำ น้ำแม่น้ำแดงขุ่นคลัก พุ่งแรงเข้ามาฝั่งตลาด ส่วนทรายไปตกรวมกันด้านฝั่งทหาร"

"สมัยก่อนแม่น้ำแม่กลองสมบูรณ์มาก ปลาเยอะ ตอนลุงเด็กๆ คืนวันเสาร์ไปกับเพื่อนห้าหกคน เอาฉมวก แห สุ่ม ไปจับปลากันแถวหน้าศาลากลางเก่า ตอนเช้ามืดหน้าหนาว เวลาเดินเราะริมตลิ่ง ใช้ไฟฉายส่อง เดี๋ยวก็เจอกุ้ง เจอปลาช่อน เอาหัวมาเกยริมตลิ่งเป็นแถว จับได้ทีละมากๆ ไม่ต้องซื้อกุ้งซื้อปลากันเลย" ลุงเสมอ หงษ์ทอง เจ้าของร้านนางม้วนจำหน่ายยาไทย ตลาดริมน้ำตัวเมืองราชบุรี อายุ 73 ปี

ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ความรื่นรมย์ที่มีต่อสายน้ำแม่กลอง ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของคนเฒ่าคนแก่ที่เคยผูกพันและอาศัยลำน้ำสายนี้ หล่อเลี้ยงชีวิต มาวันนี้...แม้แม่กลองยังคงไหลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนสองฝั่งแม่น้ำที่พาดผ่าน แต่แม่กลองจะเหมือนเดิมก็หาไม่ กลับไร้ชีวิต เงียบเหงา ไม่มีปลากุ้งหอยให้จับมากเหมือนแต่ก่อน สภาพความแปรเปลี่ยนเหล่านี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับช่วงเวลาที่เขื่อนทอดตัวปิดกั้นขวางลำน้ำ และโรงงานผุดขึ้นเรียงรายหนาแน่นตามริมฝั่ง

นโยบายการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระตุ้นให้ชาวนาชาวไร่ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและเพิ่มรอบการผลิตจากเดิมที่เคยเพาะปลูกปีละครั้ง มาเป็นปีละสองครั้ง น้ำกลายเป็นทรัพยากรที่จำเป็นอย่างมากในวิถีการผลิตของเกษตรกร รัฐจึงต้องสร้างระบบชลประทานเพื่อสนองต่อพื้นที่การเกษตรที่ขยายตัวกว้างขึ้น ดังนั้น พ.ศ.2512 เขื่อนวชิราลงกรณ์ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เขื่อนแห่งแรกในลำน้ำแม่กลองก็เปิดใช้งาน ตามาด้วยเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ พ.ศ.2521 และเขื่อนเขาแหลม อ.ทองผาภูมิ พ.ศ.2528 ตามลำดับ

การสร้างเขื่อนแม้จะก่อให้เกิดเครือข่ายชลประทานกว้างขวาง ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของลำน้ำแม่กลอง แต่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของลำน้ำและวิถีของชุมชน ที่อาศัยประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลอง น้ำที่เคยหลากท่วมทุกปีหมดไปพร้อมๆ กับปลาหลายชนิดที่ไม่สามารถฝ่าข้ามเขื่อนเดินทางลงมาหากินตามปลายแม่น้ำ ไม่มีดินตะกอนจากแม่น้ำสูงเป็นนิ้วๆ ทับถมอยู่ตามเรือกสวนไร่นายามน้ำลดเหมือนเคย

เกษตรกรต้องหันมาใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เพิ่มความสมบูรณ์ให้พื้นดิน และต้องพึ่งพิงยาฆ่าแมลงในการปราบศัตรูพืชและโรคที่ระบาดทำลายพืชผลอย่างหนักหน่วง หลังจากไม่มีน้ำท่วมทำลายตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยในดิน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรก็ทวีสูงขึ้นจนกลายเป็นภาระหนี้สินในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรมจากเมืองหลวง ได้เริ่มขยายตัวเข้ามาก่อตั้งในราชบุรี โดยเฉพาะตามสองฝั่งแม่น้ำ เพราะสะดวกต่อการนำน้ำขึ้นมาประกอบการผลิต อุตสาหกรรมที่สำคัญซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมสีข้าว อุตสาหกรรมกระดาษ และอุตสาหกรรมทอผ้า นอกจากนั้นยังมีโรงงานขนาดย่อยอีกเป็นจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลิตอาหารกระป๋อง ผลิตผักผลไม้แห้ง ผลิตเต้าหู้แผ่น ต่อตัวถังรถยนต์ และทำอุปกรณ์เครื่องใช้ในรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น

ในปี พ.ศ.2512 เริ่มเกิดสภาวะน้ำเสียในแม่น้ำแม่กลองอย่างต่อเนื่อง น้ำในแม่น้ำส่งกลิ่นเหม็น มีปลาลอยตายจำนวนมาก และประชาชนไม่สามารถใช้อาบและชำระล้างได้ตามปกติ จนในเดือนเมษายน พ.ศ.2513 ปัญหาน้ำเสียได้ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากโรงงานน้ำตาลในเขตอำเภอบ้านโป่งปล่อยน้ำเหลืออ้อยประมาณ 4,000 ตัน ไหลล้นลงไปในแม่น้ำ ทำให้น้ำเสียตลอดสายไปจนถึงจังหวัดสมุทรสงคราม

รายงานการบันทึกสภาพน้ำเสียของกรมอนามัยระบุว่า น้ำในแม่น้ำเวลานั้นเปลี่ยนสีเหมือนน้ำโคคา-โคล่า ปลาตายลอยฟ่องเป็นแพตลอดลำน้ำ ไม่เว้นแม้แต่ปลาขนาดใหญ่อย่างปลาดุกทะเล และปลากระโห้ น้ำมีกลิ่นเหม็นรุนแรงและเป็นคราบจับตัวเหนียวเมื่อใช้อาบ น้ำประปาซึ่งนำน้ำจากแม่น้ำแม่กลองไปผลิต มีกลิ่นเหม็นและใช้ดื่มไม่ได้เลย

การเน่าเสียของน้ำในแม่น้ำแม่กลอง ไม่เพียงแต่นำความเสียหายมาสู่นาข้าว สวนผักผลไม้และพืชไร่ต่างๆ รวมถึงอาชีพประมงของประชาชนในสามจังหวัดเท่านั้น ยังทำให้ความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำในแม่น้ำแม่กลองลดน้อยลง และบางชนิดถึงกับสูญหายไปจากลำน้ำนี้ เช่น กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ๆ ปลายี่สก ปลาสะตือ ปลาเสือตอ ปลากระโห้ ปลาหมูอารีย์ ปลาน้ำหมึก ฯลฯ

อนึ่งการทำลายสภาพแวดล้อมของแม่น้ำแม่กลอง ยังเกิดจากการดูดทรายที่ทำกันเป็นธุรกิจใหญ่ มีเรือดูดทรายตลอดลำน้ำ ตั้งแต่ อ.บ้านโป่ง โพธาราม จนถึง อ.เมืองราชบุรี หาดทรายขาวสะอาดที่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนราชบุรี เป็นที่จัดงานประจำปี และทำกิจการปลูกถั่วงอก ก็สูญสิ้นไป เพราะตลิ่งทรุดตัวและพังทลายจนทำให้แม่น้ำขยายกว้างขึ้นกว่าเดิม ทรายในลำน้ำแม่กลองถือเป็นทรายชั้นดี ราคาสูง เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่กำลังขยายตัวอย่างมากในเวลานั้น เช่นเดียวกับหินจากเทือกเขางูก็เป็นหินคุณภาพดีที่เป็นที่ต้องการมาตลอด การระเบิดและย่อยหินที่เทือกเขางูเฟื่องฟูมาก จนถึงกับมีเสียงคัดค้านให้คำนึงถึงผลเสียหายที่จะมีต่อโบราณวัตถุสถานในถ้ำต่างๆ บริเวณเทือกเขางู ในที่สุดทางราชการจึงยุติการสัมปทานระเบิดหินที่เขางูในปี พ.ศ.2530
ที่มา :
สุดารา สุจฉายา และสาธิมา พุ่มศิริ .(2541). ยุคแห่งการทำลายและสูญสิ้นทรัพยากร. ราชบุรี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี. (หน้า 89-101)
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง :
-ข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาด้านป่าไม้และสัตว์ป่า จ.ราชบุรี
-อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน จ.ราชบุรี
-อุทยานธรรมชาติวิทยาตามพระราชดำริฯ
-ลักลอบตัดไม้ราชพัสดุ ราชบุรี
-ราชบุรี อดีตบ้านป่า "โยม..มีงาช้างดีดีบ้างไหม"
-นักล่ายี่สกแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง
-แกะรอย..พรานล่ากวาง
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาด้านป่าไม้และสัตว์ป่า จ.ราชบุรี

ข้อเท็จจริง
จังหวัดราชบุรี มีเนื่อที่ 3,247,789 ไร่ มีพื้นที่ป่าประเภทต่างๆ ดังนี้

ป่าสงวนแห่งชาติ
จำนวน 7 ป่า เนื้อที่ 1,165,593.75 ไร่ ประกอบด้วย
  1. ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี อ.สวนผึ้ง อ.จอมบึง อ.ปากท่อ อ.โพธาราม อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เนื่อที่ 977,250ไร่
  2. ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาบิน อ.เมือง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื่อที่ 21,250 ไร่
  3. ป่าสงวนแห่งชาติป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เนื้อที่ 87,656.25 ไร่
  4. ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขากรวดและป่าเขาพลอง อ.เมือง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 4,787.50 ไร่
  5. ป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองกลางเนิน อ.เมือง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 150 ไร่
  6. ป่าสงวนแห่งชาติป่ายางด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 71,875 ไร่
  7. ป่าสงวนแห่งชาติป่าซำสาม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เนื่อที่ 2,625 ไร่
พื้นที่ราชพัสดุ ท้องที่ อ.สวนผึ้ง และ อ.จอมบึง เนื้อที่ 500,000 ไร่

การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า
พื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

  1. ศูนย์ศึกษาพันธุ์ไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เนื่อที่ 3,000 ไร่
  2. อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และป่าสงวนแห่งชาติป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน อ.ปากท่อ อ.สวนผึ้ง และ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เนื้อที่ 205,777 ไร่ (พื้นที่เตรียมการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน)
  3. โครงงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสือมโทรมเขาชะงุ้ม ตามแนวพระราชดำริ ต.เขาชงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เนื้อที่ 3,264 ไร่
  4. พื้นที่โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ราชพัสดุ ต.ตะนาวศรี ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 132,905 ไร่
เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี อ.สวนผึ้ง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เนื้อที่ 305,820 ไร่ (พื้นที่ทับซ้อนอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี

เขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 3 แห่ง
  1. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประทับช้าง อ.เมือง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 1,268 ไร่
  2. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำระฆังและเขาพระนอน อ.เมือง จ.ราชบุรี เนื้อที่ 106 ไร่
  3. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำค้างคาวเขาช่องพราน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เนื้อที่ 77 ไร่
วนอุทยานถ้ำเขาน้อย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เนื้อที่ 3,000 ไร่

พื้นที่ราชพัสดุ ท้องที่ อ.สวนผึ้ง และ อ.จอมบึง เนื้อที่ 500,000 ไร่

สภาพปัญหา
ปัจจุบันมีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และพื้นที่ราชพัสดุ ใน จ.ราชบุรี อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ มีดังนี้
  1. สภาพทางสังคม ความยากจน การขาดโอกาสทางการศึกษา ทำให้ประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ป่าใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้เพื่อการยังชีพด้วยการแผ้วถางป่า ตัดไม้ และเก็บหาของป่า
  2. สภาพทางเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ทรัพยากรป่าไม้และที่ดินมีราคาแพงขึ้น ทำให้มีการลักลอบตัดไม้ และบุกรุกพื้นที่ป่าไม้มากขึ้น
  3. นโยบายทางการเมืองและการปกครองที่เปลี่ยนแปลงไป หลายกรณีไม่สามารถยุติปัญหาการทำลายป่าได้ เพราะราษฎรคิดว่า เมื่อแผ้วทางป่าจนเสื่อมโทรมแล้วรัฐจะให้สิทธิ์ในที่ดิน จึงหาทางบุกรุกแผ้วถางป่ามากขึ้น
  4. ช่องว่างของระเบียบและกฏหมาย รวมทั้งการจัดการด้านทรัพยากรป่าไม้ ยังไม่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น เป็นปัญหาในทางปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
หน่วยงานที่รับผิดชอบ
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง)
มีหน่วยงานในความรับผิดชอบ ดังนี้
  1. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี รับผิดชอบพื้นที่ ต.บ้านบึง อ.บ้านคา ต.สวนผึ้ง ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จำนวน 305,820 ไร่
  2. ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ 1 (พุน้ำร้อน) รับผิดชอบพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน จำนวนเนื้อที่ 67,500 ไร่
  3. ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ 2 (โป่งพรม) รับผิดชอบพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน จำนวนเนื้อที่ 74,177 ไร่
  4. ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ 3 (ตากแดด) รับผิดชอบพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน จำนวนเนื้อที่ 64,100 ไร่
  5. ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ 4 (ห้วยไทร) รับผิดชอบพื้นที่บางส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี จำนวนเนื้อที่ 52,200 ไร่
  6. สายตรวจป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฏหมายว่าด้วยการป่าไม้สายที่ 2 ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการบุกรุก ยึดถือครอบครอง การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3
  7. สายตรวจป้องกันและปราบปรามด้านสัตว์ป่าสายที่ 1 ปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับสัตว์ป่าในท้องที่จังหวัดราชบุรี
สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) มีหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ คือ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ.2, รบ.3, รบ.4 รับผิดชอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในท้องที่ จ.ราชบุรี ดังนี้
  1. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ.2 (บ่อหวี) รับผิดชอบพื้นที่ จำนวน 281,068.75 ไร่ แยกเป็น
    -ป่าสงวนฯ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ต.ตะนาวศรี ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง ต.รางบัว ต.ด่านทับตะโก ต.แก้มอ้น ต.เบิกไพร ต.ปากช่อง อ.จอมบึง ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี จำนวน 206,568.75 ไร่
    -ป่าสงวนฯ ป่ายางดานทับตะโก อ.จอมบึง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จำนวน 71,875 ไร่
    -ป่าสงวนฯ ป่าซำสาม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 2,625 ไร่
    -พื้นที่อื่นๆ ท้องที่ อ.สวนผึ้ง อ.จอมบึง อ.โพธาราม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
  2. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ.3 (พุยาง) รับผิดชอบพื้นที่ จำนวน 291,300 ไร่ แยกเป็น
    -ป่าสงวนฯ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จำนวน177,456.25
    -ป่าสงวนฯ ป่าพุยางและป่าพุสามซ้อน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี 87,656.25 ไร่
    -ป่าสงวนฯ ป่าเขาบิน อ.จอมบึง อ.เมือง จ.ราชบุรี จำนวน 21,250 ไร่
    -ป่าสงวนฯ ป่าเขากรวดและป่าเขาพลอง อ.เมือง จ.ราชบุรี จำนวน 4,787.50 ไร่
    -ป่าสงวนฯ ป่าหนองกลางเนิน อ.เมือง จ.ราชบุรี จำนวน 150 ไร่
    -พื้นที่อื่นๆ ท้องที่ อ.ปากท่อ อ.เมือง อ.บางแพ อ.วัดเพลง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
  3. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ.4 (โป่งกระทิง) รับผิดชอบพื้นที่ ป่าสงวนฯ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ต.บ้านคา ต.บ้านบึง ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง ต.รางบัว อ.จอมบึง และพื้นที่อื่นๆ ท้องที่ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี จำนวน 337,562.50 ไร่
  4. สายตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฏหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ชุดเคลื่อนที่เร็ว 2 ปฏิบัตรงานด้านการป้องกันและปราบปรามการบุกรุก ยึดถือครอบครองการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม่ที่ 10 (ราชบุรี)
สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี มีพื้นที่ราชพัสดุในความรับผิดชอบ จำนวน 500,000 ไร่ มอบหมายให้หน่วยทหารรับผิดชอบ ดังนี้ง
  1. กรมการทหารช่าง รับผิดชอบดูแลและใช้ประโยชน์พื้นที่ราชพัสดุ เนื้อที่ 239,000 ไร่
  2. กองพลพัฒนาที่ 1 รับผิดชอบดูแลและใช้ประโยชน์พื้นที่ราชพัสดุ เนื้อที่ 261,000 ไร่

ที่มา : เอกสารประกอบการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จ.ราชบุรี ครั้งที่ 1/2553 เมื่อ 9 ก.พ.2553 ณ ห้องประชุมหลวงยกกระบัตร ศาลากลาง จ.ราชบุรี
อ่านต่อ >>